แรงกรรม...เจ้าเหลืองลาย



เรื่อง แรงกรรมเจ้าเหลืองลาย

 โดย...อุบาสกหนุ่ม




กฎแห่งกรรม...บางทีก็สลับซับซ้อนจนยากจะเข้าใจ  วิบากกรรมบันดาลชีวิตผู้คนให้เป็นไปต่าง ๆ นานา  และหลาย ๆ กรณี  ผลกรรมที่บังเกิดปรากฏก็ยังดูเหมือนไร้เหตุผล  ผิดจากความน่าจะเป็นตามตรรกะสามัญสำนึก และการให้คำตอบจากเทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างมาก  ดั่งเรื่องราวอุทาหรณ์กรรมที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้...
เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ผมมีโอกาสได้รู้จักกับ  สายชลและนิภา (นามสมมุติ)  คู่รักสามีภรรยาหนุ่มสาว  ที่เพิ่งแต่งงานอยู่กินกันมาได้เพียงครบขวบปี  คนทั้งสองอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม และยังเป็นคนภาคอิสานเหมือนกัน  เราได้รู้จักกันครั้งแรก ที่ท่าน้ำวัดศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในเขตจังหวัดนครปฐม  โดยคนทั้งสองซึ่งทำงานรับจ้างอยู่ที่นั่น  ได้เดินทางไปไหว้พระและโปรยทานให้อาหารปลาในวันหยุดงาน 
แรกที่ได้พบเจอ เป็นเพราะผมและพวกเขาได้เข้าหลบแดดร้อน ที่ศาลาพักนักแสวงบุญริมท่าน้ำด้วยกัน  ผมสังเกตเห็นความผิดปกติในอากัปกิริยาของคนทั้งสอง  คือ...เห็นนิภาร่ำไห้น้ำตานองอยู่ตลอดเวลา  ส่วนสายชลผู้เป็นสามี ก็เฝ้าคอยปลอบโยนภรรยาด้วยใบหน้าสลดหดหู่  เมื่อได้พบเห็นภาพความทุกข์ร้อนของเพื่อนรวมภาคร่วมภาษาเช่นนั้น  ผมก็อดที่จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไม่ได้  จึงเอ่ยถามทักทายพวกเขา  อยากรู้ว่าชีวิตของทั้งคู่กำลังประสบปัญหาอันใด
“เอ๊า...เป็นหยังนอพี่น้องไทอิสานเฮา  คือพากันฮ้องไห่แท้  มีเรื่องเสียอกเสียใจอิหยาง”
(“อ้าว...เป็นอะไรหนอพี่น้องชาวอิสานเรา  ทำไมถึงต้องร้องไห้นัก  มีเรื่องเสียอกเสียใจอะไรกันล่ะหรือ”)
คนทั้งสองสบตาผมครู่หนึ่ง จากนั้นผู้เป็นสามีจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“โอย...ลูกพวกข้อยตายแหม  เกิดมาแล้วผัดตายจ้อย  หัวแต่เผาแล้วมื่อวานนี่  เนี่ยแม่มันยังไห่นำบ่เซาอยู่นี่  พากันมาเฮ็ดบุญให่ลูก  ฮ้อนหลายกะเลยมาเซาศาลา  ว่าแต่เจ้าล่ะ มาแต่ไส  เฮ็ดงานอยู่ไส  วันหยุดมาเที่ยวบ้อ”
(“โอ๊ย...ลูกเราตายน่ะ  คลอดออกมาแล้วแต่กลับตายเสีย  เพิ่งจะเผาไปเมื่อวานนี้เอง  นี่แม่ของเขาก็ยังร้องไห้อาลัยไม่หายอยู่เลย  วันนี้เราชวนกันมาทำบุญให้ลูก  แต่อากาศร้อนนักก็เลยเข้ามาพักในศาลา  แล้วคุณล่ะมาจากไหนกัน  ทำงานที่ไหน  วันหยุดมาเที่ยวหรือ”)
“เอ้อ...มาไหว้พระ  ข้อยเป็นคนอุดร  เฮ็ดงานอยู่มหาชัย...เสียใจนำหลายเด้อกับลูกเจ้า  แต่ว่าเมื่อเพิ่นไปตามกรรมเพิ่นแล้ว   เฮาเฮ็ดบุญให้เพิ่นแล้ว  พ่อแม่กะให้สำบายใจหั่นเถาะ  ว่าลูกสิไปดีเถึงสุข   ให่ค่อยพากันเซาโศกเซาเศร้าสาพี่น้องเอ้ย”
(“ครับ...ผมมาไหว้พระ   ผมเป็นคนจังหวัดอุดรธานี  แต่มาทำงานที่มหาชัย-สมุทรสาคร...ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง กับการจากไปของลูกคุณ  แต่เมื่อเขาไปตามวิถีกรรมของเขาแล้ว  และเราก็ทำบุญอุทิศให้แล้ว  เราผู้เป็นพ่อเป็นแม่ก็ควรสบายใจ  ว่าลูกจะไปดีพบกับความสุข  ขอให้พยายามคลายโศกคลายเศร้ากันเถิดนะพี่น้องเอ๋ย”)
ต่อจากนั้น  เรา...คือ ผมและคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวเพื่อนรวมภาคผู้โชคร้าย  ก็ได้ถามไถ่ทำความรู้จักกัน  เมื่อทราบชื่อ ที่อยู่ จังหวัด และหน้าที่การงานของกันและกันแล้ว  ผมก็เลยถือโอกาสสอบถามถึงสาเหตุที่พวกเขาต้องสูญเสียลูกน้อยไปว่า เป็นเพราะเหตุอันใด   สายชลและนิภาจึงเล่าเท้าความหลังถึง เรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับวิญญาณอาฆาต  และบาปกรรมที่พวกเขาทั้งสองได้เคยพลาดพลั้งร่วมกันลงมือก่อเอาไว้  ตั้งแต่ครั้งที่นิภาผู้เป็นภรรยาเพิ่งตั้งครรภ์ได้  5  เดือนเศษ  เรื่องมีอยู่ว่า...
ภายหลังที่นิภาได้เข้ารับการตรวจจากแพทย์ทราบผลว่า เธอตั้งครรภ์แล้ว  ก็ได้บอกข่าวดีนี้แก่สายชลผู้เป็นสามี  ซึ่งมันทำให้สายชลรู้สึกดีใจมาก   นับแต่นั้นมา สองสามีภรรยาก็พยายามเอาใจใส่ทะนุถนอมลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างดี   ข้างฝ่ายสายชลเขารู้สึกดีอกดีใจเป็นพิเศษ เมื่อรู้ว่าตัวเองได้เป็นพ่อคนแล้ว ก็เพียรขวนขวายเสาะหาอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์บำรุงครรภ์ต่าง ๆ  มาให้ภรรยาดื่มกินไม่เคยขาด  อาหารรับประทานแปลก ๆ ชนิดใดที่นิภาอยากกิน  สายชลจะรีบซื้อหามาให้ภรรยาไม่เคยขัดใจ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่มารดาผู้ตั้งครรภ์ต้องการนั้น แท้แล้วมันเป็นความต้องการของลูกน้อยที่อยู่ในท้องแม่นั่นเอง
อยู่มาเช้าวันหนึ่ง  นิภามีอาการแพ้ท้องและนึกอยากจะกินปลาดุกย่างอย่างมาก  พอดีวันนั้นเป็นวันหยุดงานของเธอและสามีด้วย  เธอจึงบอกกับสายชลที่กำลังจะออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาด  ขอให้เขาซื้อมาให้ด้วย  ซึ่งสามีก็รับปากแล้วรีบขับรถออกไปจ่ายตลาดทันที   พอกลับมาถึงห้องก็ช่วยกันจัดสำรับตั้งวง  แกะห่อถุงอาหารมื้อเช้าออกใส่จาน  แต่ไม่ทันจะได้ลงมือรับประทานกัน  พอดีสายชลนึกขึ้นมาได้ว่า  ก่อนไปตลาดเขาวางถุงขยะไว้ข้างประตูเข้าหอพักและลืมเอาไปทิ้ง  ก็เลยบอกนิภาให้กินข้าวรอไปก่อน   เขาจะลงไปทิ้งขยะแป๊บนึง  เดี๋ยวเจ้าของหอมาเจอเข้าจะโดนด่า  ว่าแล้วสายชลก็เปิดห้องพักออกไป  และไม่ได้ปิดล๊อคประตู   ฝ่ายนิภาทีแรกว่าจะกินข้าวก่อนสามีแล้ว  แต่คิดว่าเขาคงไปไม่นาน  ก็เลยรอไว้ก่อน-รอกินพร้อมกับสายชล   พอดีเหลือบไปเห็นถุงชมพู่ที่สายชลซื้อมาฝาก  เธอจึงนำมันไปล้างที่ก๊อกน้ำระเบียงหลังห้อง  โดยลืมไปว่าขณะนั้นประตูห้องพักถูกเปิดอ้าอยู่  และที่หอพักแห่งนั้นก็มีแมวขโมยเที่ยวเดินเพ่นพ่านอยู่หลายตัวเสียด้วย 
คล้อยหลังที่นิภานำชมพู่ไปล้างที่ระเบียงห้องได้สักนาทีเท่านั้น  แมวตัวใหญ่ขนสีเหลืองส้มสลับดำ ที่ใคร ๆ ต่างเรียกชื่อมันว่า “เจ้าเหลืองลาย”  ก็ได้โอกาสแอบย่องเข้ามาในห้อง  แล้วรีบตรงเข้าสวาปามขโมยกินปลาดุกย่างตัวใหญ่  ที่สายชลซื้อมาให้นิภาทันที...ปลาดุกย่าง  2  ตัว  เจ้าเหลืองลายกินเกือบหมด  ประเหมาะเคราะห์ร้าย  ตอนนั้นสายชลกลับจากทิ้งขยะ  เข้าห้องมาก็เห็นภาพบาดตาบาดใจพอดี  เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มไม่รอช้ารีบดึงประตูห้องปิดล๊อคเข้ามาโดยเร็ว  เขาคว้าไม้กวาดได้ก็ไล่ฟาดเจ้าแมวเหลืองลายไม่ยั้ง เจ้าแมวขโมยตกใจหนักเมื่อเผชิญหน้าเจ้าของห้อง มันจึงวิ่งพล่านไปทั่วตะเกียกตะกายหาทางหนี  วิ่งชนข้าวของตกหล่นล้มระเนระนาดไปทั้งห้อง  นิภาตอนนั้นล้างชมพู่เสร็จแล้ว ได้ยินเสียงเอะอะของสามี เสียงแมวร้อง และข้าวของตกแตกกระจายก็ต้องตกใจ  หันขวับไปดูที่จานปลาดุกย่างพบว่า  ถูกแมวขโมยกินแทบเกลี้ยง  เธอโมโหหนักรีบร้องบอกสามีว่า...
“ฆ่ามัน ! อ้ายฆ่ามัน...เอามันให้ตาย”
แล้วคนทั้งสองก็ช่วยกันไล่ล่าเจ้าเหลืองลายจอมขโมย  ท้ายที่สุดมันวิ่งเข้าไปจนมุมในห้องน้ำ  จึงถูกสายชลและนิภารุมฆ่าจนตาย...
“ตายซะเถาะมึง ! บักเหลืองลายขี้ขโมย  แหม...มันน่าเจ็บใจคัก  ปลาดุกย่างตั้งสองโต  ซื้อมาบ่แม่นหน่อย ๆ บาท  คนบ่ทันได้กินซ้ำมันน่ำเหมิดก่อน  กูคือซังแม่มึงหลายแท้แมวนี่  ย่ำมันให้เละก่อนนา...นี่ ๆ ๆ  มึงอย่าโพดหลายบาดทีนี่...มึงจื่อบ่...ตายคาตีนกูบ่บักหัวขโมย”
(“........................................”)   :  ไม่สามารถแปลเป็นไทยได้
นิภาแค้นใจเจ้าเหลืองลายอย่างมาก  เธอระบายความโกรธแค้นทั้งหมดลงที่ซากแมว  โดยการใช้เท้ากระทืบ-ย่ำ ตามตัวและหัวของมันอย่างแรง จนซากเจ้าแมวเคราะห์ร้ายน่วมไปทั้งตัว  นัยน์ตาถลนหลุดจากเบ้า  ลำไส้และเลือดไหลทะลักออกทางทวาร   ฝ่ายสามีคือสายชลเห็นภรรยาทำเช่นนั้นก็รีบห้ามปรามทันที...
“พอ ๆ  พอแล้วภา...มันตายแล้ว  อย่าไปซ้ำมันเถาะ  เจ้าของแฮงท้องแฮงไส่  อย่าสุเฮ็ดจั่งซั่น...เดี๋ยวปลาดุกย่างน่ะ  อ้ายสิไปซื่อมาให่ใหม่ดอก...หยับออก สิเก็บซากมันใส่ถุงไปถิ่ม”
(“พอ ๆ  พอแล้วน้องภา...มันตายแล้ว  อย่าไปทำซ้ำเติมมันเลย  เธอยิ่งกำลังท้องกำลังไส้อยู่  อย่าไปทำอย่างนั้น...เดี๋ยวปลาดุกย่างน่ะ  พี่จะไปซื้อมาให้ใหม่หรอก...ขยับออกซิ  พี่จะเก็บซากมันใส่ถุงไปทิ้ง”)
เมื่อจัดการแมววายร้ายได้สำเร็จสาแก่ใจแล้ว  สองสามีภรรยาจึงช่วยกันเก็บกวาดข้าวของที่แมวทำหล่นจนเข้าที่เข้าทาง ทั้งบ่นอุบกันไม่ขาดปาก ที่เจ้าแมวขโมยมาทำลายบรรยากาศอาหารเช้าเสียป่นปี้   จากนั้นสายชลก็นำซากเจ้าเหลืองลายใส่ถุงขยะดำไปทิ้ง    แล้วทั้งสองก็อาบน้ำชำระร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือดแมวออกซัก  ก่อนจะตัดสินใจจูงมือกันลงจากหอพัก  เพื่อออกไปกินมื้อเช้าข้างนอก  เพราะอาหารและสำรับกับข้าวที่ตระเตรียมไว้  โดนแมวทำหกเรี่ยราดหมดกินไม่ได้เลย
หลายเดือนต่อมา  นิภาครรภ์แก่จวนครบกำหนดคลอด  เธอจึงปรึกษาสามีว่าจะลางาน 3 เดือน  ตามสิทธิ์ประกันสังคมกรณีคลอดบุตร  ส่วนสายชลก็เห็นดีตามนั้น เขายังชวนภรรยาไปตรวจครรภ์ และให้หมอทำอุลตาร์ซาวด์เพื่อดูการเจริญเติบโตของลูกด้วย  อยากรู้ว่าลูกที่อยู่ในท้องลักษณะอาการเป็นอย่างไร  แข็งแรงดีไหม   แล้ววันหยุดถัดมาสองสามีภรรยาจึงไปพบหมอที่คลินิกซึ่งฝากครรภ์ไว้  ทั้งสายชลและนิภาต่างก็ดีใจ  เมื่อทราบผลการตรวจวินิจฉัยจากคุณหมอที่ทำอุลตาร์ซาวด์ว่า  ทารกในครรภ์สุขภาพดีแข็งแรง  ร่างกายสมบูรณ์ดีทุกสัดส่วนอวัยวะ ไม่มีลักษณะพิการ  และทารกน้อยเป็นเพศชาย
ต่อมาอีกไม่นานก็ถึงวันกำหนดคลอด  นิภาต้องไปนอนรับการทำคลอดที่โรงพยาบาล  โดยสายชลก็ลางานไปเฝ้าดูแลภรรยาด้วย   ในค่ำคืนสุดท้ายก่อนนิภาจะให้กำเนิดลูกน้อยนั่นเอง  ปรากฏว่า...คืนนั้นเธอฝันร้าย  นิภานอนหลับไปแล้วฝันเห็นแมวตัวใหญ่ตัวหนึ่ง  ซึ่งเธอจำมันได้ชัดว่า  มันคือ “เจ้าเหลืองลาย”  แมวขโมยที่ถูกเธอและสามีฆ่าตายไป  เมื่อหลายเดือนก่อนนั่นเอง... เจ้าเหลืองลายมาเข้าฝันนิภา  ในฝันมันกระโดดเข้าทำร้ายเธอ  และใช้กรงเล็บอันแหลมคมฉีกข่วนลงตรงท้องเธอ  จนแผ่นท้องเปิดอ้าออก  แล้วมันก็พุ่งตัวเข้าไปกัดกินลูกน้อยในท้องเธออย่างเหี้ยมโหดสยดสยอง  ในฝันนั้นนิภาร้องเรียกให้สามีช่วย  ก็เห็นสายชลวิ่งมากระชากแมวปิศาจออกจากท้องเธอแล้วเหวี่ยงมันทิ้งไป...
จบความฝันประหลาดเพียงเท่านั้น  นิภาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก  เธอตกใจมากกับภาพฝันร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไปสด ๆ ร้อน ๆ  จนถึงกับร้องไห้โฮ  เนื้อตัวสั้นสะท้านไปหมด   สายชลที่นอนเฝ้าอยู่ข้างเตียงได้ยินเสียงภรรยาก็ตื่นขึ้น แล้วรีบเข้าสอบถามอย่างเป็นห่วง  พยาบาลเวรที่อยู่ดูแลคนไข้ประจำตึก ได้ยินเสียงก็รีบวิ่งมาดูเช่นกัน  พอถามไถ่ได้ความว่า  นิภานอนหลับฝันร้ายไป  ทุกคนก็ชวนกันปลอบใจเธอจนคลายอาการตื่นตระหนก  จากนั้นพยาบาลก็แยกย้ายกันกลับประจำที่   หากแต่ว่า..ตลอดระยะเวลาที่เหลืออยู่ของค่ำคืนนั้นจวบกระทั่งรุ่งสาง  นิภาและสามีไม่สามารถข่มตาหลับลงได้อีกเลย  เพราะทั้งคู่รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ ว่า  ฝันร้ายดังกล่าว คือลางบอกเหตุร้ายอะไรสักอย่าง  ที่มันกำลังคืบคลานเข้ามาเยือนพวกเขากับลูกน้อย  ซึ่งจะลืมตามาดูโลกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
และแล้ว...วันใหม่ก็มาถึง  เป็นช่วงเวลาประมาณ 06.00 น. เช้าตรู่พอดี  ที่นิภารู้สึกปวดท้องอย่างหนักจะคลอดลูก  สายชลเห็นอาการของภรรยาเช่นนั้น  จึงรีบวิ่งไปตามหมอมาโดยเร็ว  แล้วหลังจากนั้น  ทีมแพทย์พยาบาลก็ช่วยกันทำคลอดให้เธออย่างเร่งด่วน  จนคุณแม่วัยใสคลอดได้อย่างปลอดภัย  หากแต่ว่า  ทันทีที่ทารกน้อยพ้นออกจากครรภ์มารดา  ก็ได้ทำเอาทีมแพทย์พยาบาลที่รุมล้อมอยู่ถึงกับผงะไปตามกัน  มันเป็นเรื่องประหลาดและสยองจนชวนขนลุก   เมื่อได้พบว่าทารกแรกคลอดรายนี้  มีลักษณะอาการที่ปรากฏผิดแปลกแตกต่างจากเด็กทั่วไป  นั่นก็คือ...ใบหน้า ศีรษะอันกลมป้อมของเด็ก แทบไม่เหลือเค้าว่าเป็นมนุษย์เลย  นับจากเส้นผมบนหัวลามลงมาทั่วหน้าผาก  สีสันลักษณะของมันสั้นและออกเป็นสีเหลืองสลับดำ ดั่งขนสัตว์  ดวงตาทั้งคู่ก็เหลือกถลนโปนออกมา  ใบหูแหลมตั้งชันมีขนสีเหลืองปกคลุมเต็มไปหมด  และเหนือเรียวปากที่อ้ากว้างขึ้นไป  ก็มีเส้นขนอ่อนยาวคล้ายหนวดขึ้นอยู่ตั้งหลายเส้น  แถมลำตัว แขน ขาของเด็กก็ยังลีบเล็กผิดจากรูปร่างของลูกมนุษย์ปกติทั่วไป  และที่สำคัญกว่านั้น  เสียงร้องของทารกน้อยที่ดังหลุดรอดออกมาจากปาก  ก็ไม่ใช่เสียงเดียวกับเด็กทารกอื่นที่เพิ่งแรกได้ออกมาสัมผัสบรรยากาศโลกด้วย  กระแสเสียงที่ได้ยิน มันกลับคล้ายเสียงสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งมันร้องว่า...
“เหมี๊ยว...เหมี๊ยว...เหมี๊ยว”
และเจ้าสัตว์ชนิดที่ว่านี้ก็คือ...“แมว”  นั่นเอง !!!
นิภาคลอดเสร็จแล้วก็นอนอ่อนระทวยทั้งตัว  และเหนื่อยหอบเพราะความเจ็บปวด  แต่เธอก็ยังดีใจ ที่ลูกคลอดออกมาได้ไม่ติดขัด  หากแต่ว่า...ทันทีที่คุณแม่คนใหม่ได้ยินเสียงร้องอันผิดแปลกของลูก และสายตาพลันเหลือบไปเห็นหน้าลูก เข้าเท่านั้นล่ะ  นิภาก็มีอาการช๊อค ร้องกรี๊ดลั่นแล้วเป็นลมหมดสติไป  แพทย์พยาบาลจึงเร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วนสุด  ส่วนทารกประหลาดนั้น  คุณพยาบาลก็นำไปล้างเนื้อตัว  แล้วเอาเข้าตู้อบเพื่อช่วยชีวิตทันที...
หลังได้สติฟื้นคืนกลับมา  นิภายังขอดูลูกน้อยจากหมอ  แต่ก็ได้รับการปฏิเสธและแสดงความเสียใจ  เพราะทีมแพทย์พยาบาลไม่อาจช่วยชีวิตทารกลูกของเธอเอาไว้ได้  เด็กนั้น...ตาย  หลังจากคลอดออกมาได้ไม่กี่นาที  พอได้รู้ความจริงจากปากคุณหมอเท่านั้น  นิภาพลันหัวใจแตกสลายร้องไห้โฮ  ข้างฝ่ายสายชลผู้เป็นสามี  หลังได้ทราบข่าวร้ายก็เสียใจหนักไม่แพ้กัน   
ต่อมาอีกพักใหญ่  เมื่อหมอเห็นว่าพ่อ-แม่หนุ่มสาวทั้งสองน่าจะพอทำใจได้แล้ว  จึงได้สั่งพยาบาลให้นำร่างทารกน้อย ลูกของสายชลและนิภามาให้คนทั้งคู่ดู  ก็ทันทีที่ได้เห็นสภาพลูกตัวเองเข้าเท่านั้น  สายชลและนิภาก็ได้เศร้าโศกอย่างหนักกันอีกรอบ   อนิจจา !  ลางสังหรณ์ประหลาดจากฝันร้าย คืนสุดท้ายก่อนคลอดของนิภา  บัดนี้มันกลับกลายเป็นความจริงอันเจ็บปวด แก่เธอและสามีเข้าแล้ว  และความทุกข์ทรมานอย่างเหลือแสนที่สองสามีภรรยาได้เผชิญอยู่นี้   พวกเขาต่างรู้ดีว่ามันมีที่มาจากสาเหตุใด...
นิภาพักฟื้นหลังคลอดที่โรงพยาบาลไม่นานนัก หมอก็อนุญาติให้กลับบ้านได้...แล้วสองสามีภรรยาก็ได้นำเอาซากร่างลูกน้อย  ไปทำพิธีฌาปนกิจที่วัดแห่งหนึ่ง...แล้วก็ได้พากันมาถวายสังฆทานทำบุญ ที่วัดศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับลูกน้อย  และส่งบุญให้แก่วิญญาณอาฆาตของแมวเจ้ากรรมนายเวรตัวนั้นด้วย  ขอให้หมดเคราะห์หมดโศก  อโหสิกรรม  และเลิกแล้วต่อกันเสียที
นี่ล่ะครับ...ความลี้ลับแปลกประหลาดของวิบากกรรม  ซึ่งมันอาจบันดาลผลให้เป็นไปได้ต่าง ๆ นานา  ซึ่งตัวอย่างอุทาหรณ์กรรมที่เกิดกับคนท้องทำนองนี้  ก็มีให้ได้ยินได้ฟัง  ได้รับรู้กันอยู่เสมอ  นับแต่ยุคเก่าคราวก่อนจวบกระทั่งยุคสมัยปัจจุบัน  ที่เจริญก้าวหน้ายิ่งยวดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   และในตอนท้ายของการบอกเล่าเรื่องราวกรรม  สายชลยังกล่าวย้ำยืนยันและตั้งข้อสังเกตุให้ผมฟังด้วยว่า...
“ทีนี้เฮาเซื่อแล้วว่าบาปกกรรมมีอีหลี  แต่กะงึดง้อหลาย  ที่..เป็นหยังตอนหมอเพิ่นอุลตาร์ซาวด์เบิ่งและตรวจครรภ์ทีแรก จึ่งตรวจบ่พ้อว่าลูกเฮาผิดปกติ  แต่กลับบอกว่า เด็กสมบูรณ์และแข็งแรงดีเยี่ยม บ่มีพิกลพิการ  แถมภาพสายของลูก ที่มันออกมาทางหน้าจอเครื่องตรวจครรภ์ทันสมัย  ข่อยกับเมียกะเห็นนำกันซัด ๆ ว่าลูกเฮาสมบูรณ์ดีอีหลี  หือมันสิเป็นไปได้บ่ว่า  บาปกรรมมันบังตาไว้  เฮ็ดให่เฮาเห็นในสิ่งที่มันบ่ตรงกับความเป็นจริง...ฮื้อ  แต่จั่งใด๋กะตามถ่อน  ต๊ะหนี่ต่อไป  พวกเฮากะสิระวังให่หลายบ่สร้างบาปสร้างกรรมอีก”
(“ทีนี้พวกเราเชื่อแล้วล่ะว่า บาปกรรมมีจริงแท้  แต่ก็แปลกใจเหลือเกิน  ที่..ทำไมตอนคุณหมอทำอุลตาร์ซาวด์ดูและตรวจครรภ์ตอนแรก  จึงตรวจไม่พบว่าลูกของเราผิดปกติ  แต่กลับบอกว่า เด็กสมบูรณ์แข็งแรงดีเยี่ยม  ไม่มีลักษณะพิกลพิการ  แถมภาพฉายของลูก  ที่ฉายออกมาทางหน้าจอเครื่องตรวจครรภ์ทันสมัย  ผมและภรรยาก็เห็นด้วยกันชัด ๆ ว่า ลูกเราสมบูรณ์ดีจริง ๆ  หรือมันจะเป็นไปได้ไหมว่า  บาปกรรมมันบังตาเอาไว้  ทำให้เราเห็นในสิ่งที่มันไม่ตรงกับความเป็นจริง...เฮ้อ  แต่อย่างไรก็ตามเถอะ  นับจากนี้ไป  พวกเราก็จะระมัดระวังให้มาก ไม่สร้างบาปสร้างกรรมอีก”)
หวังว่าอุทาหรณ์กรรมทันตาเรื่องนี้  จะมีส่วนทำให้คุณพ่อคุณแม่วัยหนุ่ม-สาว และคนท้องหลาย ๆ คน รู้สึกยับยั้งใจก่อนที่จะกระทำกรรม (ไม่ค่อยดี) อะไรสักอย่างลงไป...ลองคิดดู  ถ้าลูกเราเกิดมาแล้วมีตราบาปที่พ่อแม่ก่อไว้ติดตัว  ผู้ที่จะเสียใจไปตลอดชีวิต  ต้องมีไม่ต่ำกว่า  3  คน แน่นอน.







ความคิดเห็น